วิธีติดตั้ง Git บน Windows แบบละเอียด พร้อมลิงก์ดาวน์โหลดล่าสุด

สอนติดตั้ง Git บน Windows แบบละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่ดาวน์โหลด ติดตั้ง ตั้งค่าเริ่มต้น ไปจนถึงตรวจสอบว่าใช้งานได้จริง พร้อมลิงก์ดาวน์โหลด Git for Windows เวอร์ชันล่าสุดแบบกดโหลดได้ทันทีจากแหล่งทางการ ข้อมูลเวอร์ชันล่าสุดและหน้าติดตั้งทางการของ Git for Windows ระบุว่ามีตัวติดตั้ง x64 รุ่นล่าสุด 2.53.0(2) และเผยแพร่เมื่อ 2026-03-10
Git คือระบบจัดการเวอร์ชัน (Version Control System) ที่ช่วยให้เราจัดเก็บประวัติการแก้ไขโค้ด ทำงานร่วมกับทีมได้ง่ายขึ้น และสามารถเชื่อมต่อกับ GitHub, GitLab หรือ Bitbucket ได้อย่างสะดวก
บทความนี้จะสอนวิธีติดตั้ง Git บน Windows แบบละเอียดทีละขั้นตอน เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่เคยติดตั้งมาก่อน
ลิงก์ดาวน์โหลด Git for Windows
ดาวน์โหลดจากหน้าทางการ: Git for Windows Official Download
ลิงก์ดาวน์โหลดตรงสำหรับ Windows 64-bit: ดาวน์โหลด Git for Windows 64-bit (.exe)
หน้าติดตั้งทางการของ Git ระบุว่าตัวติดตั้งล่าสุดสำหรับ Windows x64 คือเวอร์ชัน 2.53.0(2) และลิงก์ดาวน์โหลดจะชี้ไปยังไฟล์ติดตั้งบน GitHub release ของโครงการโดยตรง :contentReference[oaicite:1]{index=1}
ก่อนเริ่มติดตั้ง
- ควรใช้ Windows 10 หรือ Windows 11
- ควรปิดโปรแกรมที่ไม่จำเป็นก่อนติดตั้ง
- แนะนำให้ติดตั้งเวอร์ชัน 64-bit สำหรับเครื่องทั่วไป
เอกสารของ Git for Windows ระบุว่ารองรับ Windows 8.1 ขึ้นไป และเวอร์ชันใหม่รองรับระบบ Windows รุ่นปัจจุบันแบบ x64 เป็นหลัก :contentReference[oaicite:2]{index=2}
ขั้นตอนที่ 1: ดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้ง
- กดลิงก์ดาวน์โหลดด้านบน
- เมื่อดาวน์โหลดเสร็จ จะได้ไฟล์นามสกุล .exe
- โดยทั่วไปชื่อไฟล์จะมีลักษณะประมาณ Git-2.53.0.2-64-bit.exe
ขั้นตอนที่ 2: เปิดไฟล์ติดตั้ง
- ไปที่โฟลเดอร์ Downloads
- ดับเบิลคลิกไฟล์ติดตั้ง Git
- หากมีหน้าต่างถามสิทธิ์จาก Windows ให้กด Yes
ขั้นตอนที่ 3: เริ่มการติดตั้ง
- เมื่อหน้าต่างติดตั้งเปิดขึ้นมา ให้กด Next
- เลือกตำแหน่งติดตั้งตามค่าเริ่มต้นได้เลย เช่น C:\Program Files\Git
- กด Next ต่อ
ขั้นตอนที่ 4: เลือก Component ที่ต้องการ
ในหน้าการเลือกส่วนประกอบ แนะนำให้ใช้ค่าเริ่มต้นได้เลย เพราะเพียงพอสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป โดยมักจะมีตัวเลือกสำคัญ เช่น
- Git Bash
- Git GUI
- Git LFS (ถ้าต้องการใช้งานไฟล์ขนาดใหญ่)
- Windows Explorer integration
ถ้าไม่แน่ใจ ให้คงค่าตามเดิมแล้วกด Next
ขั้นตอนที่ 5: เลือก Default Editor
ในขั้นตอนนี้ระบบจะให้เลือกโปรแกรมแก้ไขข้อความเริ่มต้นสำหรับ Git
- ถ้าใช้ VS Code อยู่แล้ว แนะนำเลือก Use Visual Studio Code as Git's default editor
- ถ้ายังไม่แน่ใจ ใช้ค่าเริ่มต้นได้
เลือกเสร็จแล้วกด Next
ขั้นตอนที่ 6: ปรับชื่อ Initial Branch
ระบบอาจถามเรื่องชื่อ branch เริ่มต้น
- แนะนำเลือก Let Git decide หรือ
- ตั้งเป็น main เพื่อให้ตรงกับมาตรฐานปัจจุบัน
ถ้าคุณใช้งาน GitHub เป็นหลัก การตั้งเป็น main จะสะดวกกว่า
ขั้นตอนที่ 7: เลือก PATH Environment
ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะเป็นการกำหนดว่าเราจะเรียกใช้คำสั่ง Git จาก Command Prompt หรือ PowerShell ได้หรือไม่
แนะนำให้เลือก:
Git from the command line and also from 3rd-party software
ตัวเลือกนี้เหมาะที่สุดสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป เพราะสามารถใช้ Git ได้ทั้งใน Git Bash, Command Prompt, PowerShell และโปรแกรมอื่น ๆ เช่น VS Code
ขั้นตอนที่ 8: เลือก SSH executable
แนะนำให้ใช้ค่าเริ่มต้น:
Use bundled OpenSSH
เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น และลดปัญหาเรื่องการตั้งค่า SSH ในภายหลัง
ขั้นตอนที่ 9: เลือก HTTPS transport backend
แนะนำให้เลือกค่าเริ่มต้น:
Use the OpenSSL library
หรือถ้าตัวติดตั้งแนะนำค่าเริ่มต้นอื่นอยู่แล้ว ให้ใช้ค่าที่โปรแกรมตั้งไว้ได้เลย
ขั้นตอนที่ 10: เลือกการจัดการ line ending
แนะนำให้เลือก:
Checkout Windows-style, commit Unix-style line endings
ตัวเลือกนี้เหมาะกับผู้ใช้ Windows มากที่สุด และช่วยลดปัญหาเรื่องบรรทัดในไฟล์เวลาใช้งานร่วมกับระบบอื่น
ขั้นตอนที่ 11: เลือก Terminal emulator
แนะนำให้เลือกค่าเริ่มต้น:
Use MinTTY (the default terminal of MSYS2)
ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่ และเป็นตัวเลือกที่คนใช้ Git บน Windows นิยมกันมาก
ขั้นตอนที่ 12: เลือกคำสั่ง git pull
ให้ใช้ค่าเริ่มต้นได้เลย แล้วกด Next
ขั้นตอนที่ 13: เลือก Credential Helper
แนะนำให้เปิดใช้งานค่าเริ่มต้น เพื่อช่วยจำข้อมูลการล็อกอินเวลาคุณเชื่อม Git กับ GitHub หรือบริการอื่น
ขั้นตอนที่ 14: เลือก Extra Options
โดยทั่วไปใช้ค่าเริ่มต้นทั้งหมดได้เลย แล้วกด Install
ขั้นตอนที่ 15: รอให้ติดตั้งเสร็จ
- รอจนระบบติดตั้งครบ
- เมื่อเสร็จแล้วกด Finish
วิธีตรวจสอบว่าติดตั้ง Git สำเร็จหรือไม่
หลังติดตั้งเสร็จ ให้ตรวจสอบดังนี้
- กดปุ่ม Start
- ค้นหาคำว่า Git Bash แล้วเปิดขึ้นมา
- พิมพ์คำสั่งนี้
git --version
ถ้าติดตั้งสำเร็จ ระบบจะแสดงเวอร์ชัน เช่น
git version 2.53.0.windows.2
GitHub Guides ก็แนะนำให้ตรวจสอบการติดตั้งด้วยคำสั่ง git version หลังติดตั้งเสร็จเช่นกัน :contentReference[oaicite:3]{index=3}
ตั้งค่าชื่อผู้ใช้และอีเมลหลังติดตั้ง
หลังจากติดตั้งเสร็จ ควรตั้งค่าข้อมูลผู้ใช้ก่อนเริ่มใช้งาน Git
git config --global user.name "ชื่อของคุณ"
git config --global user.email "you@example.com"
ตัวอย่าง
git config --global user.name "Ekk"
git config --global user.email "admin@myad-dev.com"
ตรวจสอบค่าที่ตั้งไว้
git config --global --list
ทดลองสร้างโฟลเดอร์โปรเจกต์และเริ่มใช้ Git
mkdir my-project
cd my-project
git init
ถ้าสำเร็จ ระบบจะสร้าง Git repository ให้ในโฟลเดอร์นั้นทันที
ปัญหาที่พบบ่อยหลังติดตั้ง
1) พิมพ์ git แล้วขึ้นว่าไม่รู้จักคำสั่ง
สาเหตุส่วนใหญ่คือเลือก PATH ไม่ถูกตอนติดตั้ง
- ให้ติดตั้งใหม่ แล้วเลือก Git from the command line and also from 3rd-party software
- หรือรีสตาร์ตเครื่อง 1 ครั้งแล้วลองใหม่
2) เปิด Git Bash ไม่ได้
- ลองคลิกขวาแล้วเลือก Run as administrator
- ตรวจสอบว่าแอนตี้ไวรัสไม่ได้บล็อกไฟล์
- ถ้ายังไม่ได้ ให้ลบแล้วติดตั้งใหม่จากลิงก์ทางการ
3) ใช้งานกับ VS Code ไม่ได้
- ปิด VS Code แล้วเปิดใหม่
- ตรวจสอบว่าใน Terminal พิมพ์
git --versionแล้วขึ้นผลลัพธ์ปกติ
สรุป
การติดตั้ง Git บน Windows ไม่ยาก หากเลือกค่าตามที่แนะนำในบทความนี้ คุณจะสามารถใช้งาน Git กับ Command Prompt, PowerShell, Git Bash และ VS Code ได้อย่างครบถ้วน เหมาะทั้งสำหรับผู้เริ่มต้นและผู้ที่ต้องการใช้งานจริงในงานพัฒนาเว็บไซต์หรือโปรแกรม
หากคุณต้องการเริ่มเขียนโค้ดหรืออัปโหลดโปรเจกต์ขึ้น GitHub หลังจากติดตั้ง Git เสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้าง repository, เชื่อมต่อ remote และทดลอง commit ไฟล์แรกของคุณ